Sunday, May 4, 2014
ตัวอย่างทัวร์เกาหลีโน้ตบุ๊กอัสซุส N56
Tuesday, August 27, 2013
การเดินทางทัวร์เกาหลี
| การเดินทางทัวร์เกาหลี |
ควรถามบุคคลที่ให้บริการด้านนี้จะให้คำตอบได้ดีที่สุดค่ะ เช่น หากจะไปด้วยรถไฟฟ้าก็ถามพนักงานรถไฟฟ้าที่ให้บริการตั๋วหรือคอยเดินตรวจแถวๆ นั้นได้ว่าที่นี่อยู่ที่ไหน หากไม่มั่นใจก็ถามต่อค่ะ
ใกล้หรือไกลก็แล้วแต่ หากเดินไปผิดทางก็แย่แน่นอน ดังนั้นคำถามนี้สำคัญที่สุดค่ะ คำตอบที่ได้จะไม่แน่นอน แล้วแต่ว่าจะบอกเป็นตำแหน่งจุดสำคัญ ตรงไปซ้ายขวา หรือชี้ให้เห็นๆ กันไปเลยว่าใกล้แค่นี้เอง และบางทีอาจจะบอกมาเป็นชื่อย่าน ชื่อสถานีรถไฟ หรือชื่อถนนเมืองต่างๆ ก็ได้ค่ะ คำศัพท์เพิ่มเติม
ตัวอย่างบทสนทนาการเดินทาง A: 실례합니다. 음식점이 여기에서 멉니까? (ชิล-รเยฮัมนีดา. อึมซิกชอมี ยอกีเอซอ มอบนีก๊ะ) = ขอโทษนะคะ ร้านอาหารอยู่ไกลจากที่นี่หรือเปล่าคะ? B: 아니요. 가깝습니다. (อานีโย คากับซึมนีดา) ไม่ค่ะ อยู่ใกล้ A: 어떻게 가요? (ออต็อกเค คาโย๊) = ไปยังไงคะ? B: 걷다. 똑바로 그리고 왼쪽예요. (คัดด่ะ. ตกบาโร คือรีโก เวนจ๊กเยโย) = เดินไปค่ะ ตรงไปซ้ายมือ A: 감사합니다. (คัมซาฮัมนีดา) = ขอบคุณค่ะ B: 괜찮습니다. (แควนชันซึมนีดา) = ไม่เป็นไรค่ะ |
| |
| พอจะเข้าใจบ้างไหมคะทุกคน? สังเกตได้ว่าแต่ละอย่างนั้นต้องพยายามรู้คำศัพท์ต่างๆ ไว้ด้วยนะคะ แต่เมื่อถึงสถานการณ์นั้นจริงๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเรานั่นแหละค่ะ อยากได้อะไรก็อาจจะชี้เอาหรือหยิบขึ้นมาเลย อยากไปไหนก็ลองสอบถามบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้วยภาษาอังกฤษดูก็ได้นะคะ เพราะถ้าหากถามกับคนทั่วไปอาจจะไม่สนใจเราหรือฟังเราไม่รู้เรื่องนั่นเองค่ะ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคนัก เพราะปัจจุบันนี้เกาหลีใต้ก็เป็นประเทศที่คนไทยไปท่องเที่ยวเยอะมาก ไหนจะคนชาติอื่นๆ ที่หลงใหลในกระแสเกาหลีอีก เรื่องการให้บริการนักท่องเที่ยวนี่ไม่น่าจะบกพร่องอะไรค่ะ สุดท้ายนี้ฝากคำพูดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการพบเจอผู้คน เป็นคำพูดทั่วไปให้เอาไปใช้ได้หลายโอกาสแล้วกันค่ะ เที่ยวเกาหลีให้สนุกนะคะ |
| |
ในกรณีที่คู่สนทนาพูดภาษาอังกฤษได้ก็จะตอบว่า할수 있어요. (ฮัลซู อิซซอโย) แปลว่า พูดได้ค่ะ แต่ในกรณีที่พูดไม่ได้ ก็จะตอบว่า 못해요. (มทแทโย) ที่แปลว่า ไม่ได้ค่ะ แล้วก็ต้องงมภาษาเกาหลีต่อไป~
ประโยคนี้อาจพบเห็นได้ตามป้ายต่างๆ ในหลายสถานที่ หรืออาจได้ยินจากคนเกาหลีที่มีจิตสำนึกค่ะ (ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนกวาดขยะมาตักเตือนก็ได้นะคะ) ดังนั้นหากได้ยินประโยคนี้แล้ว เขาขอร้องด้วยความสุภาพ เราเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยือนประเทศเขาก็ช่วยกันรักษาความสะอาดนะคะ ทั้งประเทศเราและประเทศเขาเลยนะ
เอาไว้แสดงความใสซื่อของเราค่ะ (?) การขอร้องแบบน่ารักๆ ทำหน้างงๆ แล้วพูดว่า ‘กรุณาพูดช้าๆ หน่อยเถอะนะคะ’ แบบนี้นี่ดูน่ารักไม่หยอกเลยนะคะ ยกเว้นว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นเรื่องจริงจัง กำลังดุเดือดหรือเร่งรีบ อย่างเช่นว่ามีรถเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ยังขอให้พูดช้าๆ หน่อยสิค้า ฟังไม่ทันแบบนี้คงจะไม่ไหวล่ะค่ะ
คำนี้เอาไปใช้ในร้านอาหารดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะแม้แต่ในไทยเองก็แปลกๆ เหมือนกันถ้าเข้าไปนั่งแล้วบอกว่าหิว ดังนั้นถ้าจะสั่งอาหารให้ใช้คำเดียวกับที่ไว้ตกลงซื้อสิ่งของนั้นก็คือ คำนาม + 주세요. (…จูเซโย) = ขอ + คำนาม + ค่ะ แต่ควรบอกจำนวนและขนาดไปด้วยว่าอยากทานกี่ชามกี่จาน จานขนาดกลางหรือใหญ่ ส่วนคำว่าหิวนี้เอาไว้ใช้พูดกับไกด์ นักท่องเที่ยว หรือคนเกาหลีทั่วไปดีกว่าค่ะ หากเดินช็อปเสียจนลืมทานของอร่อยๆ ก็บอกไปเลยว่าหิวอ่ะ ทีนี้ก็ไปหาของกินกันได้เลย อย่าพลาดเชียวนะคะ ย่านของกินนี่ใช่เล่นเลยนะ
เหมาะกับตอนไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือเมืองเก่าค่ะ อาจมีร้านให้ใส่เพื่อถ่ายรูปก็ได้ เมื่อมาถึงเกาหลีแล้วก็ลองใส่ชุดฮันบกเลยค่ะ
ใช้ในโอกาสจะจากกันแล้วค่ะ แต่ไม่ใช่ขั้นสุภาพนะคะ ดังนั้นจึงเหมาะที่จะเอาไว้พูดกับคนที่พอจะรู้จักกันมากนิดนึงก็ดีค่ะ ประมาณว่า “แล้วเจอกันอีกครั้งนะ” สำหรับคืนนี้ขอไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เช้าก็ตื่นมาใหม่ไปลุยสวนสนุกกันต่อ เย้~ |
| |
| 여러분 또 만나요~ แล้วพบกันใหม่นะคะทุกคน ~ |
การเดินทางทัวร์เกาหลี
Monday, August 26, 2013
เตรียมตัวทัวร์เกาหลี การท่องเที่ยวเกาหลีให้มีความสุข สนุกกับซื้อของฝากจากเกาหลี
1.ปลั๊กไฟในเกาหลีเป็นแบบรูกลม(บางชนิดจะมีหลุมลงลึก) จึงควรใช้อุปกรณ์ขากลม หากอุปกรณ์ขาแบนจะใช้ไม่ได้เพราะขาแบนจะใหญ่กว่ารูกลมของปลั๊กไฟ วิธีการง่าย ๆ หากอุปกรณ์ที่นำไปเป็นขาแบน คือยืมอะแดปเตอร์จากโรงแรม(เสียเงินมัดจำ) หรือถ้าคุณต่อสายไฟเป็นสามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้าขากลมที่เสียแล้วตัดสายมาแล้วซื้อปลั๊กไฟสามตามาต่อ(ยุ่งเหมือนกันแต่สะดวก) บางโรงแรมจะมีปลั๊กแบบหลายตาให้ (อุปกรณ์ชาร์ทถ่านไฟแบบขากลมของไทยที่เป็นสินค้าจีนหรือที่ชาร์ทโทรศัพท์ สามารถนำไปใช้ได้)
2. เรามักจะได้ยินว่าเกาหลีไม่มีพนักงานบริการมากนัก จึงมีช่างภาพที่คอยถ่ายภาพและคอยบริการยกกระเป๋า รวมถึงช่วยบริการอาหาร แล้วนำภาพมาขายให้ในวันสุดท้าย (ราคาค่อนข้างแพงภาพละ 100-200 บาท โดยเฉลี่ย 150 บาท) โดยรวมมาเป็นเล่ม ตกคนละ 2,000 – 4,000 บาท เพราะเค้าถ่ายหลายซ็อตทั้งที่เราอนุญาตและไม่รู้ตัว หากรู้สึกว่าเยอะไปสามารถเลือกซื้อเป็นภาพได้ มิเช่นนั้นกระเป๋าแฟบแน่ ถ้าซื้อยกเล่ม(ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ ซื้อมากซื้อน้อยหรือซื้อยกเล่ม)
เรื่องภาพถ่ายขอแนะนำให้เลือกเพียงพอประมาณ แม้ช่างภาพจะทำมาเป็นเล่มให้เรา ก็ขอเลือกเป็นบางภาพได้สำหรับคนไม่อยากจ่ายแพง(มาก) พอเป็นน้ำใจ เพราะอัลบั้มที่ให้สามารถเลือกเอาเป็นภาพได้
คำแนะนำ การใช้บริการถ่ายภาพ ให้เลือกภาพตามที่คุณพอใจ พอรักษาน้ำใจ คนละ 5-10 ภาพ (คิดเป็นเงินคนละ 600-1500 บาท) อย่าเลือกยกเล่ม
3. สินค้าต่าง ๆ สามารถซื้อได้จากเซเว่นหรือแฟมิลี่มาร์ทหรือซุปเปอร์มาร์เกตทั่วไป ส่วนซุปเปอร์มาร์เกตที่ทัวร์นำไปละลายเงินวอนให้ซื้อบางส่วน เช่น ป๊อกกี้อัลมอนต์ของลอตเต้ เพื่อใช้สิทธิ์แพกหีบห่อ ส่วนซินราเมนหรือสาหร่าย กระเป๋าสามารถซื้อได้จากตลาดเมียงดองที่ซื้อเครื่องสำอาง ETUDE อีทูดี้ และสกินฟู๊ด(ทาง4แยก) ชินราเมน 5 ห่อ 2990 วอน (ในเซเว่นคิดเป็นห่อ 600-670 วอน) เหล้าพื้นเมืองสามารถซื้อในซุปเปอร์มาร์เกตทั่วไป สาหร่ายซื้อได้ที่ในตลาดเมียงดง ราคามีหลายชนิด อย่ากลัวคำขู่ว่าไม่กรอบ เพราะมีวันผลิต วันหมดอายุ ลองซื้อมาแล้วกรอบดี(ดูวันผลิตไม่เกิน 2 เดือน) ร้านทางเข้าตลาดบริเวณตรงกับประตูข้างของไปรษณีย์กลาง ร้านกระเป๋า 10000 วอน มีหลายรูปแบบ ส่วนที่ 30000-40000 วอนสามารถต่อรองราคาได้
การชมสวนสตอร์เบอร์รี่และการซื้อสตอร์เบอร์รี่แนะนำให้ซื้อได้เพราะลูกใหญ่ แต่ต้องทำใจเพราะเท่าที่สอบถามหลายทริปโดนคล้ายกันคือเวลาชิมลูกใหญ่แบบสตอร์เบอเร่อ แต่ถึงเมืองไทยลูกเล็กกว่าที่เห็น
ราคาสาหร่ายมีหลายราคา หลายขนาด แพค 3 ซอง มีหลายราคาในซุปเปอร์มาร์เกตในซอยตลาดเมียงดงตรงประตูข้างของไปรษณีย์กลาง แพค 18 ซอง (ขอแถมเพิ่มอีก 2 ซอง) 9000 วอน แพค 40 ซอง(บาง)7000 วอน ต่อรองได้
เครื่องสำอางอีทูดี้ ETUDE มีอีกร้านตรงอุโมงค์ข้ามถนนหน้าไปรษณีย์กลางเกาหลีในอุโมงค์มีสินค้าหลายชนิด น่าลองเดินไปดูไม่ต้องกลัวหลงเพราะทางลงอยู่หน้าไปรษณีย์
ชาโสมเกาหลีสามารถซื้อในร้านซุปเปอร์สุดท้ายที่ละลายเงินวอน กล่องเล็ก 50 ซอง 7000 วอน ซื้อ 5 แถม 1 (ซื้อที่ร้านสุดท้ายอาจแพง แต่มีราคาบอก)
เหล้าเกาหลี ปัจจุบันมีแบบขวดพลาสติก (แบบขวดกั๊กหรือครึ่งแบน) ราคาประมาณ 700-1000 วอน ส่วนแบบเป็นขวด 3000 วอน ทั้งตราคางคกและตราไม้ไผ่
ของฝากประเภทพวงกุญแจ กรรไกรตัดเล็บ ที่คล้องโทรศัพท์มือถือ ตุ๊กตา(แบบตุ๊กตาตัวเล็กสายเล็ก ๆ) ขอแนะนำซื้อที่ร้านที่เรารับประทานหมูย่างเกาหลี Pork Kalbi (ร้านนี้อร่อยจริง) ตรงทางเข้าร้านจะมีร้านขายของที่ระลึกประเภทนี้ ราคาพวกกุญแจ 8000 วอน กรรไกรตัดเล็บ 9000-10000 วอน มี 2 แบบ สายคล้องโทรศัพท์ 7000 วอน ซื้อรวม 40000-50000 วอน แล้วขอลด 1000 ถึง 2000 วอน ซื้อมากกว่านี้อาจขอแถมหรือขอลดเพิ่มได้เล็กน้อย หากไปซื้อร้านไก่ตุ๋นโสม แต่ละชิ้นราคาจะเพิ่ม 1000-2000 วอน
คำแนะนำ การซื้อสินค้าต่าง ๆ สามารถหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เกต ร้านเซเว่น หรือแฟมิลี่มาร์ทในเกาหลี เพราะสะดวก มีราคาบอก ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนหลอก โดยร้านที่อยู่ในเส้นทางคือทางเข้าตลาดเมียงดงที่รถจะจอดส่งที่ไปรษณีย์กลางเกาหลี เข้าซอยสักเล็กน้อยอยู่ทางซ้ายมือ ตรงกับประตูข้างไปรษณีย์กลาง และเก็บไปซื้อป๊อกกี้เกาหลี ตราลอตเต้ไส้ชอคโกแลตเคลือบอัลมอนต์ Lotte PEPERO กล่องธรรมดา กล่องละ 1000 วอนที่ ซุปเปอร์มาร์เกตละลายเงินวอน เพื่อแพ็คของใส่ลัง ชาโสม หากไม่ซื้อที่ร้านโสม สามารถซื้อในซุปเปอร์มาร์เกตร้านสุดท้ายได้
ขอย้ำ การซื้อของอย่ากลัวคำพูดไกด์ว่าสาหร่ายจะไม่กรอบ เพราะสามารถดูวันผลิตหรือวันหมดอายุได้ และสินค้าบางอย่างเช่นเหล้าเกาหลี ซื้อสะสมได้ ไม่ต้องรอซุปเปอร์มาเกตสุดท้าย เพราะแพงกว่า สินค้าน้ำหรือครีมต้องโหลดใส่ท้องเครื่องบิน
4. การซื้อโสมหรือยาหรือเครื่องสำอาง(ยกเว้น ETUDEE และ SKIN FOOD) ให้รวมตัวกันซื้อพร้อม ๆ กัน อย่าแยกกันซื้อ รวมกันซื้อ ขอของแถม ตามความเหมาะสม
5. การแลกเงินวอนมีหลายร้าน เรตจะถูกกว่าธนาคาร เช่น ซุปเปอร์ริท, ร้านเซี๊ยะ สามารถหาได้ในกูเกิล ควรเป็นร้านที่ไว้ใจได้ หรือกันไว้แลกที่สนามบินเกาหลีส่วนหนึ่ง หากแลกกับไกด์ทางเกาหลีเรต 1 บาท ได้เพียง 30 วอน (1 วอน เท่ากับ 0.0333 บาท ซึ่งหากคิดเป็นหมื่นบาทแล้วมีความแตกต่างกว่ากันประมาณ 1000 บาท) แทนที่ 1 หมื่นบาทจะได้ 350000 วอน โดยประมาณ เหลือ 300000 วอน หายไป 5000 วอน ประมาณ 150 บาท ต่อหมื่นบาทไทย
6. ห้องน้ำในโรงแรมเกาหลีเหมือนญี่ปุ่น คือบางโรงแรมจะมีระบบล้างอัตโนมัติ แต่เป็นภาษาเกาหลี มีแบบล้างหน้าเป็นรูปนำกับคน และแบบล้างก้นเป็นรูปน้ำพุ และยังมีระบบปรับอุณหภูมิฝารอง ระบบน้ำกดฉีกตามปุ่ม ถ้าจะให้หยุดบางที่จะเป็นระบบอัตโนมัติ บางที่ต้องกดปุ่มรูปสี่เหลี่ยม
7. ชา กาแฟ ที่วางอยู่กับถ้วยกาแฟ เก็บกลับมาได้หมดเหมือนโรงแรมทั่วไปทุกประเทศ
ส่วนสบู่ ยาสีฟัน แบบบรรจุขวดที่อยู่ในห้องน้ำสามารถใช้และเก็บกลับมาได้ ส่วนที่วางนอกห้องน้ำให้ดูก่อนว่าถ้ามีในห้องน้ำแล้ว ของนอกห้องน้ำมักต้องเสียเงินเพิ่ม กระดาษทิชชูในห้องน้ำถ้าจะนำไปใช้สามารถหยิบไปได้ บางโรมแรมมีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และมีดโกนวางนอกห้องน้ำ ใครเผลอเก็บมาเป็นต้องเสียค่าแปรงสีฟันยาสีฟัน เพราะไม่สังเกตว่ามีราคาอยู่ในบิล
การดูโทรทัศน์ จะมีช่องที่เสียเงินบางช่อง
ที่ประทับใจคือน้ำแร่ของโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ (ฟรี) เพราะทำมาจากหิมะ ตรงตามความมุ่งหมายของเราที่จะเอาหิมะใส่ขวดกลับมาเป็นน้ำก็ยังดี
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หากช่วงอากาศหนาว ขอแนะนำให้ใส่ลองจอห์น ช่วงหิมะลงควรใช้แบบหนา(750-1000) แต่หากช่วงเดือนมีนาคม ลองจอห์นบาง(350-550 บาท) พอเอาอยู่ พร้อมเสื้อขนเป็ดขนแกะ ถุงมือ(250บาท) หมวกอีกสักใบใส่คลุมหัว แนะนำที่แพลตตินั่มประตูน้ำ ชั้น 3
ขอให้เที่ยวให้สนุก
บทความ ทัวร์เกาหลี
เตรียมตัวทัวร์เกาหลี การท่องเที่ยวเกาหลีให้มีความสุข สนุกกับซื้อของฝากจากเกาหลี
Monday, August 19, 2013
ที่เกาหลี….เรื่องจริงนอกจอทีวี
- ที่เกาหลี….อะไรๆก็ดูรีบเร่งไปหมด เดินก็เร็ว ทานก็เร็ว เพราะความใจร้อน ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ คำพูดติดปากคนเกาหลีคือ ปัลรี่ปัลรี่ (빨리 빨리) แปลว่าเร็วๆ คนเกาหลีค่อนข้างภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนทำอะไรเร็วและใจร้อน มักจะพูดแบบบ่นแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจว่า คนเกาหลีทำอะไรเร็ว ไม่เหมือนคนไทยใจเย็น ทำอะไรช้าๆเนิบๆ ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ >_<”
นอกจากจะใจร้อนแล้วยังอารมณ์ร้อนอีกด้วย เข้าทำนองว่าโกรธง่ายหายเร็ว มีอีก 2 คำที่คนเกาหลีพูดบ่อยๆ
1.ทับตับเพ (답답해) คืออารมณ์หงุดหงิด อึดอัดใจ บางทีคนเกาหลีพูดว่า ทับตับเพ ปัลรี่ปัลรี่ (답답해! 빨리 빨리) เนื่องจากอึดอัดที่อีกฝ่ายอาจจะทำอะไรเชื่องช้า
2.จาจึ้งนา (짜증나 มาจากคำว่า 짜증나다) เป็นอารมณ์ที่หงุดหงิดเช่นกัน แต่ออกแนวโมโห รำคาญใจ นอกจากจะใจร้อนแล้วคนเกาหลียังขี้รำคาญง่ายอีกด้วย
- คนเกาหลีกับความอดทน อดกลั้น….การจะเข้าใจคนเกาหลีนั้นยากเหมือนกันนะ เพิ่งบอกว่าคนเกาหลีใจร้อนหงุดหงิดง่าย แถมยังขี้รำคาญ ประมาณว่าความต้านทานทางอารมณ์ต่ำ แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่งคนเกาหลีกลับเป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูง เพื่อความสำเร็จแล้วไม่ว่ายังไงคนเกาหลีก็มักจะอดทนทำให้สำเร็จให้ได้ ขอฝากวลีเด็ด..ไว้ฝึกพูดกัน
1.โพกิ ฮาจิมาเซโย (포기 하지마세요) อย่ายอมแพ้
2.กึดกาจิ เฮพายา เฮโย (끝까지 해봐야 해요) ต้องลองทำให้ถึงที่สุด
- ความเครียดกับคนเกาหลี….คนเกาหลีมีความเครียดเกี่ยวกับงานและความก้าวหน้าสูงมาก ตอนหาเสียงเลือกตั้งปธน.เกาหลีใต้ ปาร์กกึนฮเยเน้นว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนเกาหลี เพราะความเครียดนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามาก รวมไปถึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายของชาวเกาหลีที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ไม่เว้นแต่เด็กประถมต้นจนถึงวัยชรา (หากคิดเป็นวันเท่ากับมีคนฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยวันละ 42.6 คน)
- เด็กเกาหลีกับการเรียนพิเศษ….เด็กเกาหลีเรียนหนักมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลังเลิกเรียนในภาคปรกติต้องมีเรียนพิเศษต่อถึงราวๆห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน!! ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมัธยมปลายด้วยแล้วจะยิ่งเรียนหนักมาก วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น เป้าหมายคือเพื่อต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีและเข้าทำงานในบริษัทดีๆให้ได้เมื่อเรียนจบ ส่วนหนึ่งที่เด็กๆต้องเรียนกันมากแบบนี้เพราะถูกกดดันจากครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่ต้องการเห็นลูกตัวเองดีเด่นกว่าใคร (92.6% ของพ่อแม่ตั้งความหวังว่าลูกต้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย)
- การนับอายุที่เกาหลี….คนเกาหลีนับอายุแบบเดียวกับคนจีนสมัยโบราณคือนับตั้งแต่ยังเป็นทารกในท้องแม่ เมื่อเกิดมาก็ถือว่ามีอายุหนึ่งปีและยิ่งไปกว่านั้นการนับอายุเพิ่มแต่ละปีนั้นไม่ต้องรอให้ถึงวันเกิด เมื่อขึ้นปีใหม่สากลปุ๊บก็นับเพิ่มอีกปีเลย (สมมติเราเกิดวันที่ 31 ธ.ค. พอข้ามเป็นวันที่ 1 ม.ค. ก็นับอายุเพิ่มเลยทันที..แปลกแต่จริง) สรุปแล้ว เมื่อพูดเรื่องอายุของเรากับคนเกาหลี เราต้องบวกเพิ่มจากอายุปกติเราไปอีกหนึ่งปี…ฮือๆๆ ไม่ชอบเลย
- อายุและความอาวุโสที่เกาหลี….เมื่อพบกับคนเกาหลีครั้งแรกอย่าแปลกใจหากถูกถามอายุทันทีทันใด ไม่ใช่เพราะว่าคนเกาหลีอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ว่าการไล่เรียงลำดับอายุหรือตำแหน่งของกันนั้นทำให้เรารู้ว่าจะใช้รูปประโยคและคำศัพท์ระดับใดในการสนทนา ระบบอาวุโสนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมสังคมเกาหลีใต้อย่างมากโดยไม่ต้องมีการรับน้องระบบโซตัสแบบไทย รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ลูกน้องต้องเชื่อฟังหัวหน้า (ตลอดไป) เมื่อรุ่นพี่หรือหัวหน้าอยากไปไหน อยากทานอะไร รุ่นน้องหรือลูกน้องก็ต้องว่าตามนั้น
- คนเกาหลีสูบบุหรี่จัด….คนเกาหลีสูบบุหรี่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสมาชิก OECD อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่คือ 12.7 ปีเท่านั้น นักเรียนชั้นมัธยมต้นสูบบุหรี่กัน 13% นักเรียนชั้นมัธยมปลายสูบบุหรี่ถึง 18% จากข้อมูลสถิติผู้ชายเกาหลีตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ถึง 44.3% ของผู้ชายในวัยดังกล่าวทั้งหมด อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ การสูบบุหรี่ของคนเกาหลีที่นี่
- คนเกาหลีและอาหารประเภทเนื้อย่าง / หมูย่าง….เมื่อมีนัดกับญาติหรือเพื่อนๆไม่ต้องคิดให้มากแบบคนไทยว่าจะทานอะไรดีเพราะคนเกาหลีนิยมไปทานเนื้อย่างหรือหมูย่างกันเมื่อมีการสังสรรค์หรือเลี้ยงฉลอง เมื่อทานเสร็จมักจะไปต่อที่ร้านอื่นๆ แต่ถ้าทานอาหารที่บ้านในวันปรกติคนเกาหลีกลับนิยมทานผัก กิมจิ แกง หรือแกงจืดมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกอาหารปิ้งย่างหากจะทานที่บ้านจะเป็นเทศกาลพิเศษหรือในวันหยุดมากกว่า ใครสนใจเกี่ยวกับมารยาทและธรรมเนียมการทานอาหารกับคนเกาหลี อ่านต่อที่นี่
- ร้านอาหารตามสั่งที่เกาหลี….อาหารเกาหลีไม่ได้แพงเสมอไป ใครอยากทานอาหารเกาหลีที่ไม่แพง และได้อารมณ์แบบร้านอาหารตามสั่งแบบเมืองไทยหล่ะก็แนะนำให้มองหาร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) หรือร้านที่ทำคิมปับ (김밥) หรือข้าวห่อสาหร่ายอยู่ด้านหน้าร้าน ร้านแบบนี้จะมีเมนูเกาหลีหลากหลาย ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน (ถือว่าไม่แพงสำหรับที่เกาหลี) อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) ที่นี่
- ที่เกาหลีเราต้องเก็บถาดอาหารด้วย….สำหรับศูนย์อาหาร ร้านฟาสต์ฟู๊ดและร้านกาแฟ เมื่อทานอาหารเสร็จต้องนำถาดอาหารไปคืน ณ จุดที่ร้านบอกไว้ (สังเกตจากผู้คนรอบข้างที่ลุกไปก่อนเรา) โดยเฉพาะร้านประเภทฟาสต์ฟู๊ดยังกำหนดละเอียดกว่านั้นอีกคือ เราต้องแยกประเภทของอาหารและอุปกรณ์ในถาดของเราเองด้วย โดยจะมีช่องสำหรับใส่อาหารที่เหลือ ช่องสำหรับเทน้ำแข็ง ช่องสำหรับใส่แก้วกระดาษ ช่องสำหรับขยะอื่นๆ หากไปร้านประเภทนี้ที่เกาหลี อย่าลุกเดินไปเฉยๆเมื่อทานเสร็จแล้วนะจ๊ะ
- วิธีการจ่ายเงินที่ร้านอาหารที่เกาหลี….การชำระเงินที่เกาหลีต้องเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสมอ ร้านอาหารที่เกาหลีไม่จำเป็นต้องทิปแบบประเทศตะวันตกเพราะส่วนใหญ่ราคาอาหาร บวกค่าบริการไว้เรียบร้อยแล้ว หากจะพูดว่าช่วยคิดเงินหน่อยพูดง่ายๆว่า เคซันเฮ จุเซโย (계산해 주세요)
- การสัมผัสร่างกายของคนเกาหลี….สำหรับคนเพศเดียวกันจะมีการการสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยหรือชาวตะวันตก เช่นในหมู่เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย (เพศเดียวกัน) จะชอบเดินจูงมือหรือคล้องแขนกัน แม้แต่ที่คนไม่สนิทเท่าไหร่แต่หากไม่ได้เป็นในระหว่างการทำงาน การแตะไหล่หรือเกาะแขนของคู่สนทนาก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (ต่างเพศก็มีบ้างในบางกรณี) เคยประสบมาด้วยตัวเองเลย มีออนนี่ (언니 พี่สาว) คนหนึ่งเพิ่งรู้จักกันแท้ๆแต่ไปทานข้าวด้วยกันก็มาเดินจูงมือเราเฉยเลย ในกรณีผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันก็อาจเกาะแขนหรือเดินโอบไหล่กันก็มีอย่าไปคิดว่าเค้าเป็นคู่รักกันเชียว
(อธิบายเพิ่มเติม) เนื่องจากมีบางเวบไซต์นำข้อความในหน้านี้ไปอ้างอิงถึงกรณีที่คุณสรยุทธโอบไหล่ศิลปิน Super Junior..เลยขออธิบายเพิ่มเติมเผื่อใครเข้ามาอ่านที่หน้านี้นะคะ
คนเกาหลีสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยก็จริงแต่มีข้อควรระวังคือ คนที่คนที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะต่ำกว่าจะไม่ไปแตะตัวฝ่ายที่อาวุโสกว่าก่อนโดยเฉพาะถ้าไม่สนิทกัน (โดยเฉพาะมีความสัมพันธ์ต่อกันในแง่การงานอาชีพ) ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงแล้วย่อมก็มีระยะห่างมากขึ้นเป็นตามธรรมดา
ในกรณีเหตุการณ์โอบไหล่ ศิลปิน Super Junior ที่คนไทยถกกันว่าธรรมเนียมเกาหลีคิดว่าไหล่เป็นของสูงหรือไม่ ..ได้เปิดคลิปเหตุการณ์ให้คนเกาหลีดูเพื่อถามความเห็น เค้าให้ความเห็นว่าไหล่ไม่ได้เป็นของสูง ห้ามแตะต้องแบบที่คนไทยพูดกัน เพียงแค่ในสถานการณ์ตามในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม เพราะในการสัมภาษณ์ออกทีวีลักษณะนั้นถือเป็นการพูดคุยแบบเป็นการเป็นงานหรือเป็นทางการ (แม้ว่าบรรยากาศจะสนุกสนานก็ตาม) การโอบไหล่หรือแสดงความใกล้ชิดกับแขกรับเชิญจนเกินไปถือว่าไม่เหมาะสมในวัฒนธรรมเกาหลี
ในรายการสัมภาษณ์ต่างๆที่เกาหลีแม้แต่การพูดคุยระหว่างพิธีกรกับแขกในรายการหรือในการพูดคุยกันเองระหว่างแขกที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เช่นเป็นนักร้องวงเดียวกันทุกคนจะพูดกันด้วยภาษาระดับทางการ เพราะถือว่าไม่ได้คุยเล่นกันเองแต่ถือเป็นการพูดคุยแบบออกอากาศให้ผู้ชมทางบ้านดู
แต่ในกรณีของคุณสรยุทธคราวนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแบบที่ว่าทำผิดมหันต์ แค่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่านั้น..สรุปได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าคิดมาก
- รถไฟใต้ดินที่เกาหลี….ไม่ใช่แต่โซลที่มีรถไฟใต้ดิน เมืองใหญ่ๆในเกาหลีก็มีรถไฟใต้ดินมานานแล้ว ตอนนี้ที่โซลมีรถไฟใต้ดิน 16 สายครอบคลุมทั่วเมือง หลายสายสิ้นสุดที่เมืองรอบนอกกรุงโซล ตู้รถไฟใต้ดินแต่ละตู้เข้าได้ 4 ประตู จำไว้เลยว่าประตูริมทั้ง 2 ด้าน เป็นประตูสำหรับผู้สูงอายุ อย่าตกใจหากเรายืนต่อแถวรอรถไฟอยู่ดีๆแล้วมีผู้สูงวัยมาแซงเข้าประตูรถไฟไปก่อนเรา สำหรับที่นั่งด้านริมตู้รถไฟแต่ละตู้ทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่นั่งสงวนไว้ให้คนชรา คนพิการ คนท้อง แม่ที่อุ้มเด็กทารกเท่านั้น อย่าเผลอไปนั่งเด็ดขาดอาจถูกประหารทางสายตาจากคนในรถไฟใต้ดิน แม้การขายของในรถไฟใต้ดินจะผิดกฎหมาย แต่บ่อยครั้งที่จะเห็นคนเข็นของมาขายในรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ตามฤดูกาล เช่น ร่ม ถุงมือ ฯลฯ
- ผู้หญิงเกาหลี….ผู้หญิงเกาหลีแม้จะไม่สวยเหมือนนางเอกละครทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีผิวที่ละเอียดขาวเนียน เอวบางร่างน้อย ขาก็เรียวมากๆ ว่ากันว่านอกจากคนเกาหลีจะเดินเยอะแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก มีเรื่องขำๆว่าผู้หญิงส่วนมากเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายจะสร้างภาพให้สุภาพอ่อนหวาน น่ารัก ทานอาหารน้อยนิด ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เก่ง ฯลฯ แต่หากอยู่กันกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันหรืออยู่คนเดียวจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงเลย
- ศัลยกรรมกับคนเกาหลี….เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วคนเกาหลีถือว่าทำศัลกรรมมากที่สุด เพราะคนเกาหลีให้ความสำคัญกับการแต่งกายและรูปร่างหน้าตามาก บางคนเชื่อว่ารูปร่างหน้าตาที่ดีมีผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน หน่วยงานทางด้านศัลยกรรม ISAPS ให้ข้อมูลว่าชาวเกาหลีทุกๆ 1,000 คน มีคนผ่านการทำศัลยกรรม 16 คน โดยครึ่งหนึ่งทำโบท็อกซ์และเลเซอร์ อีกครึ่งหนึ่งศัลยกรรมจมูก หน้าอก ทำตาสองชั้น ดููดไขมัน เป็นต้น ถ้าเทียบเฉพาะชาวโซล ทุกๆ 5 คนจะมีคนทำศัลยกรรมหนึ่งคน แหล่งที่มีศูนย์ดูแลผิวพรรณและทำศัลยกรรมมากที่สุดในโซลก็คือแถบย่าน Gangnam
- ผู้หญิงเกาหลีกับสินค้า brandname….มีผลสำรวจออกมาว่าของขวัญที่ผู้หญิงอยากได้มากที่สุดจากคนรักหรือลูกชายก็คือสินค้า brandname โดยเฉพาะกระเป๋าถือสตรี คนเกาหลีหากซื้อกระเป๋า brandname จากต่างประเทศเวลากลับเข้าประเทศจะต้องเสียภาษี ไปๆมาๆจะแพงกว่าซื้อในประเทศดังนั้นคนเกาหลีจึงนิยมซื้อกระเป๋า brandname จาก Shop ในประเทศเลย หากมาเที่ยวเกาหลี ลองสังเกตดูตามท้องถนนหรือบนรถไฟใต้ดินจะเห็นผู้หญิงถือกระเป๋า brandname เยอะจริงๆ (ส่วนใหญ่ของแท้นะจ๊ะ)
- ลัทธิชาตินิยม….ชาวเกาหลีมีความเป็นชาตินิยมมากชาติหนึ่ง นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีนิยมผลิตสินค้านานาชนิดเพื่อเน้นให้คนในประเทศใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสินค้าอิเลคโทรนิคส์ต่างๆ อาหารก็เช่นกัน คนเกาหลีคิดว่าผลิตภัณฑ์ในประเทศดีที่สุด เคยอ่านหนังสือทำอาหารเพื่อสุขภาพเค้าเขียนไว้ว่า เพื่อคุณค่าทางอาหารควรทานข้าวกล้องในประเทศ!! ร้านอาหารบางแห่งจะติดป้ายโฆษณาไว้เลยว่าวัตถุดิบในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยมเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศ ขนาดเนื้อวัวในประเทศที่เรียกว่า ฮันอู [한우] นั้นคนเกาหลียังบอกว่าเลยว่าอร่อยที่สุดในโลกและมีราคาแพงมาก
- ความอ่อนไหวของคนเกาหลี….อย่าตกใจหากดูรายการทีวีเกาหลีแล้วเหล่าบรรดาพิธีกร แขกรับเชิญในรายการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อฟังเรื่องราวบางอย่างแล้วน้ำตาคลอหรือร้องไห้กัน แม้คนเกาหลีจะใจร้อน โมโหง่าย พูดเสียงดังแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นชาติที่มีความอ่อนไหวมาก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะร้องไห้เพราะซึ้งหรือเศร้า ถ้าดูหนังเศร้าๆผู้ชายเกาหลีก็หลังน้ำตาได้ไม้แพ้ผู้หญิงเลย ต่างจากเมืองไทยที่นานๆจะเห็นผู้ชายร้องไห้สักครั้ง
- กาแฟกับคนเกาหลี….คนเกาหลีดื่มกาแฟมากยิ่งกว่าการทานหมูย่างเกาหลีซะอีก ข้อมูลล่าสุดปี 2011 ตลาดกาแฟที่เกาหลีใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเฉลี่ยคนเกาหลีดื่มกาแฟประมาณ 338 แก้วต่อปี กาแฟที่คนเกาหลีนิยมดื่มที่สุดคือกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ ปัจจุบันเกาหลีมีร้านกาแฟมากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ
เที่ยวกับทัวร์เกาหลีที่นี่เว็บไซต์ letgokorea
ที่เกาหลี….เรื่องจริงนอกจอทีวี